fbpx

mfg

ถุงลมโป่งพอง โรคที่ต้องรู้

ถุงลมโป่งพอง โรคที่ต้องรู้

โรคถุงลมโป่งพอง (Emphycema)

โรคถุงลมโป่ง หลายคนคงเคยได้ยินมาแล้ว ซึ่งเป็นโรคที่คนไทยเป็นกันมาก โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่ มาเป็นระยะเวลายาวนาน จะมีความเสี่ยงในการเป็นถุงลมโป่งโพงมาก

หรือเวลาที่เราเป็นหวัดแล้วไอเรื้องรังเป็นระยะเวลานาน ในร่างกายของเรานั้น บางอวัยวะ หรือเซลของ อวัยวะบางส่วน เป็น ส่วนที่ ร่างกาย ซ่อมแซมให้กลับคืนมา ดีดังเดิมได้ยาก เช่น เซลล์ของไต, เซลล์สมอง, หรือเซลล์ของปอด ในส่วนเล็กที่สุด ที่เรียกว่า ถุงลม(Alveola) ซึ่งการเสื่อมสภาพของ เซลเหล่านี้อาจจะทำการฟื้นฟู ให้กลับมาดังเดิมได้ยาก นอกจากจะใช้วิธีการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือผ่าตัดเปลี่ยน อวัยวะ

กระบวนการทำงานของระบบหายใจ
เริ่มต้นที่จมูก ลงไปยังกล่องเสียงและท่อลม (Trachea) แล้วแตกแขนงออกเป็น หลอดลมใหญ่ 2 ข้างคือซ้ายและขวา (Right and left main bronchus) จากนั้นแต่ละข้างก็แตกแขนงออกไปเรื่อยๆ (ซึ่งเรียกว่า Bronchus) จนกระทั่งเป็นหลอด ลมขนาดเล็กสุด (Terminal bronchiole) และหลอดลมที่ใช้แลกเปลี่ยนก๊าซ (Respiratory bronchiole) จากหลอดลมนี้ ก็จะกลายเป็นท่อถุงลม (Alveolar duct) และไปสิ้นสุดที่ถุงลม (Alveolar sac) ซึ่งมีหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซ

ผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองนี้จะมีพยาธิสภาพตรงส่วนของหลอดลม ที่ใช้แลกเปลี่ยนก๊าซ (Respiratory bronchiole) ท่อถุงลม และ ถุงลม(Alveolar) คือ ปลายทางตรงนี้เอง ถุงลมตรงที่เมื่อเกิดการโป่งพอง ก็จะถูกเรียกว่า Emphycema

อาการถุงลมโป่งพองจะมาควบคู่กับ อาการหลอดลมอักเสบ(Chronic bronchitis) เสมอ ซึ่งก็มาจากการรุกรานของไวรัสแบคทีเรียหรือเชื้อโรค สายพันธุ์ต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ที่เห็นชัดคือเนื้อเยื่อ บริเวณลำคออาจเกิดอาการ เหมือนตุ่มเนื้ออักเสบ

พอเนื้อเยื่ออักเสบ ก็จะอาศัยวิธีลดความคัน ความระคายคอโดยวิธีการ ไอ(Chough) ตุ่มมีมาก ก็ไอ-มาก ยิ่งไอแรงๆ กระแทกแรงๆ ก็จะเกิดความดันลม(สูง) ขึ้นในส่วนต่างๆ ของระบบทางเดินหายใจ คือกระทุ้งแรงดัน ไปยังปลายทางสุดท้ายซึ่งก็คือ ส่วนของ ถุงลมนั่นเองถุงลม ถูกอัดด้วยแรงดัน มากๆ แรงๆ บ่อยๆ นานๆ เข้า.. จึงเกิดการ พองบ้างอักเสบบ้าง พอฟื้นฟูไม่ได้ ก็จะเกิดการเสียหายแบบถาวร

ภายในเนื้อปอด จะประกอบด้วย ถุงลม จำนวนมากมาย ที่มีหน้าที่ เปลี่ยนถ่าย หรือ ที่อาจเรียกว่า เป็นการฟอกอากาศ โดยมี การ รับ-คาย ก๊าซ oxygen โดยกลุ่ม เม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่นี้ อย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลาที่ หายใจ

พยาธิสภาพของถุงลมโป่งพองเกิดจากผนังของ Respiratory bronchiole ท่อถุงลม และ/หรือ ถุงลมถูกทำลายหายไป ทำให้ท่อและถุงลมซึ่งอยู่ติดๆกันคล้ายพวงองุ่น กลายเป็นถุงลมขนาดใหญ่ หากสาเหตุเกิดจากการสูบบุหรี่ การโป่งพองจะเกิดตรง Respiratory bronchiole เป็นหลัก ซึ่งเรียกชนิดตามพยาธิสภาพนี้ว่า Centriacinar emphysema ถุงลมโป่งพองชนิดนี้มักจะเกิดที่กลีบปอดด้านบน หากเป็นโรคพันธุกรรมขาดเอนไซม์ การโป่งพองจะเกิดเท่าๆกัน ตั้งแต่ Respiratory bronchiole ไปจนสิ้นสุดที่ถุงลม เรียกว่า Panacinar emphysema ซึ่งมัก จะเกิดที่กลีบปอดด้านล่าง หากคนที่เป็นโรคพันธุกรรมนี้สูบบุหรี่ ก็จะมีพยาธิสภาพปนๆกันไป คือ (พังทั้งปอด)

นอกจากนี้ยังมีชนิดที่การโป่งพองเกิดที่ถุงลมเป็นหลัก เรียกว่า Paraseptal emphysema

ไม่ว่าจะเป็นหลอดลมอักเสบ ถุงลมอักเสบหรือถุงลมโป่งพอง ทั้ง 2 กรณี ก็ล้วนมาจากพันธุกรรม จากการไอ จากเชื้อโรค คือการถูกรุกรานจาก ไวรัส และ แบคทีเรีย ทั้งสิ้น ดังนั้น การรักษา ในวิธีการของ แพทย์แผนปัจจุบัน จึงจำเป็นต้อง แก้ไขที่ ต้นเหตุ เช่น การใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ยาต้านไวรัส หรือการใช้สเตียรอยด์ในการรักษา เป็นต้น


การรักษาโรคถุงลมโป่งพอง
การหยุดสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค บางสาเหตุก็สามารถหยุดได้ เช่น การหยุดสูบบุหรี่ บางสาเหตุก็ไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น สาเหตุจากพันธุกรรม บางสาเหตุก็อาจควบคุมไม่ได้แต่สามารถลดได้ เช่น มลภาวะของอากาศ

การรักษาประคับประคองตามอาการได้แก่ การให้ยาขยายหลอดลม ซึ่งมีทั้งในรูป แบบกินและรูปแบบพ่น โดยจะช่วยทำให้อากาศลงสู่ปอดได้มากขึ้น และง่ายขึ้นเวลาที่ผู้ป่วยหายใจเข้า การให้ยาลดการอักเสบกลุ่มสเตียรอยด์ ส่วนใหญ่จะใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการมากแล้ว ในผู้ป่วยที่วัดระดับออกซิเจนในเลือดได้ต่ำมาก การรักษาคือการให้ออกซิเจน โดยในแต่ละวันจะให้ผู้ป่วยหายใจด้วยออกซิเจนติดต่อกันเป็นเวลาหลายชั่วโมง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะความดันโลหิตสูงในหลอดเลือดแดงของปอดและภาวะหัวใจวายได้

ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดบริเวณของปอดที่มีการโป่งพองมาก เพื่อลดขนาดของปอดลง ทำให้ปอดส่วนที่เหลือหดตัวเวลาหายใจออกได้ดีขึ้นและทำให้กล้ามเนื้อกระบังลมทำงานหดตัวช่วยในการบีบตัวของปอดได้ดีขึ้น แต่ผลของการรักษาเป็นแค่เพียงระยะสั้นๆ

การรักษาแบบประคับประคองยังรวมไปถึงการทำกายภาพบำบัด/กายภาพฟื้นฟู โดยเลือกวิธีออกกำลังให้เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่างๆโดยเฉพาะกล้ามเนื้อหายใจ ทำให้ออกแรงงานใช้งานได้มากขึ้น ไม่เหนื่อยง่าย การฝึกวิธีหายใจออกแบบห่อปาก เพื่อเพิ่มความกดดันภายในทางเดินหายใจและค่อยๆปล่อยลมหายใจออกมา ทำให้อากาศเก่าที่คั่งค้างอยู่ลึกๆ ไหลออกมาได้มากขึ้น และหายใจเข้าเอาอากาศใหม่ที่มีออกซิเจนสูงลงสู่ปอดได้มากขึ้น

นอกจากนี้ยังสามารถช่วย ดูแลด้านโภชนาการให้ผู้ป่วยได้รับพลังงานจากอาหารที่เพียงพอในแต่ละวัน ไม่ให้น้ำหนักลดลงเรื่อยๆ เพราะจะทำให้ยิ่งเหนื่อย กล้ามเนื้อฝ่อลีบ รวมถึงการดูแลด้านจิตใจ เพราะผู้ป่วยที่มีอาการมานาน จะเกิดความวิตกกังวล และซึมเศร้าได้

และยังรวมถึงการรักษาเมื่อผู้ป่วยมีอาการกำเริบ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียของระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยต้องได้รับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม

สำหรับการรักษาที่จะทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด คือการผ่าตัดเปลี่ยนปอด โดยจะพิจารณาทำในผู้ป่วยที่มีอาการมากแล้ว ซึ่งการรักษาวิธีการนี้ยังไม่สามารถให้บริการได้ทั่วไป โดยเฉพาะในบ้านเรา จากเทคนิคการรักษาที่ซับซ้อนและปัญหาเรื่องปอดเทียม หรือการบริจาคปอด

ถั่งเช่ากับโรคถุงลมโป่งพอง
(แปล..งานวิจัย).. Cordyceps เป็นที่รู้จักดี ในตำรายาของจีนโบราน (TCM) ว่าสามารถป้องกันโรค หอบหืด ละลายเสมหะ และ ลดอาการไอ ได้
จากตำรับ “Essentials ของยาสมุนไพรจีนโบราณ” กล่าวถึง สรรพคุณของสารสกัด จาก Cordycepins ว่าสามารถช่วย บรรเทาอาการของโรค ระบบทางเดินหายใจ ต่างๆ รวมทั้งโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง, หอบหืด, โรคปอดบวม และ เสมหะ

ตรงนี้คือจุดเด่นในด้าน คุณสมบัติที่ต้านการอักเสบของสาร Cordycepins สามารถ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ให้แก่ ผนังหลอดลมทำให้ หลอดลม มีประสิทธิภาพในการ ดูดซึม ออกซิเจน (Ganxhon, L, et al Essentials ของยาสมุนไพรจีนโบราณ (รุ่นที่ 5) งานวิจัยของประเทศ สหรัฐอเมริกา , 2003)

สาร cordycepins สามารถให้ประโยชน์อย่างดียิ่ง กับผู้ที่เป็นโรค ปอดอักเสบเรื้อรัง อาการปอดบวม เยื่อหุ้มปอดอักเสบ และช่วยแก้ไขอาการ ไอหอบ และ หายใจถี่ หัวใจทำงานหนัก” ได้

ช่วยเพิ่มความจุของปอด ในการรับ-ถ่ายโอน ก๊าซ ออกซิเจน ให้ดีขึ้น แก้ไข ระบบทางเดินหายใจทั่วไป ให้คล่องตัว

ในการทดลองทางคลินิก จากผู้ป่วยโรคไอ-หอบหืด 50 คน พบว่า สาร Cordycepins สามารถลดอาการ ของโรคไอ-หอบหืด ช่วยให้ผู้ป่วย หายจากอาการของโรค ถึง 81.3% ภายใน ระยะเวลาเพียง 5 วัน

เมื่อใช้ยาแก้แพ้ของแผนปัจจุบันทั่วไป รักษา.. จะหายจากอาการของโรค 61.1% ในช่วงระยะเวลา 9 วัน นอกจากนี้ ยังพบว่า สาร Cordycepins ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง side effect ใดๆ ต่อร่างกายเลย

สรุปผล ในการศึกษาทางคลินิก สาร Cordycepins สามารถช่วยในการรักษา โรคที่เกี่ยวข้องกับ ระบบทางเดินหายใจ และความผิดปกติอื่นๆ รวมถึง โรคหอบหืด ปอดอุดกั้นเรื้อรัง และ ไอจาก หลอดลมอักเสบ และช่วยสกัด ต่อต้าน สารพิษต่างๆ ที่ปนเปื้อน ในอากาศที่ร่างกาย ได้รับ จากการหายใจ จึงสรุปว่า ประสิทธิภาพของ cordycepins คือ คุณค่าที่มีประโยชน์ ต่อร่างกาย อย่างสูงสุด อย่างแท้จริง

ดังนั้นแม้ว่าถั่งเช่า จะไม่สามารถแก้ไขอาการ ถุงลมโป่งพองได้โดยตรง ก็ตาม.. แต่ ถั่งเช่า ก็สามารถ แก้ไข อาการ หลอดลมอักเสบ แก้อาการ ไอเป็นเลือด และช่วยสร้าง ภูมิต้านทาน ไม่ให้เราต้อง เป็นหวัด บ่อยๆ เป็นภูมิแพ้ ไอเรื้อรัง หลอดลมอักเสบ หรือ อาการปอดบวม ฯ.. ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคถุงลมโป่งพองได้อย่างแน่นอน

http://www.healthyfoodhouse.com/this-potent-herb-heals-co…/2

Cordyceps is perceived in Traditional Chinese solution (TCM) as an anti-asthmatic, an expectorant and as a cough suppressant.
“The essentials of traditional Chinese herbal medicine” discusses Cordyceps extract ability to alleviate the symptoms of various respiratory illnesses including chronic bronchitis, asthma, pneumonia, and phlegm.

This is mainly due to the anti-inflammatory properties of Cordyceps and its tendency to relax the bronchial walls and promote enhanced oxygen utilisation efficacy. (Ganxhon, L et al. The essentials of traditional Chinese herbal medicine (5th edition). USA: Foreign Language Press, 2003)

“It is especially beneficial to those who suffer chronic lung disease, It’s used to combat Lung weakness with cough, wheezing and shortness of breath.”

Examination uncovers that Cordyceps builds lung capacity and general oxygen use. What has been known in Asia for centuries has now been demonstrated scientifically― Cordyceps enhances general respiratory capacity.

A clinical trial including 50 asthma patients indicated Cordyceps to be exceptionally successful at decreasing asthmatic manifestations. Its viability against asthma manifestations arrived at the midpoint of an amazing 81.3% in only five days.

Pharmaceutical antihistamines were just 61.1% viable after an average of nine days! Furthermore Cordyceps does not deliver the genuine undesirable symptoms of lethal, manufactured pharmaceutical medications.

Taking into account the reaching of clinical studies, Cordyseps viably treats an extensive variety of respiratory diseases and dysfunctions including: asthma, COPD, and bronchitis or when it was joined with anti-toxins it was powerful and exceedingly valuable.

ขอขอบคุณข้อมูล อาจารย์วรวิทย์
https://www.facebook.com/profile.php?id=100000882027785

ขอขอคุณข้อมูล
https://goo.gl/94W91G

ยังไม่มีคะแนนสำหรับบทความนี้

หากบทความนี้มีประโยชน์ ช่วยกันให้คะแนนด้วยนะคะ